หยิบ มาฝากกันสำหรับเรื่องราวของ กาแฟ จริงๆ ก่อนหน้านี้ Men.Mthai ก็เคยพูดถึงเรื่องของกาแฟเพื่อสุขภาพไปแล้วก่อนหน้าน ี้ ว่า ถ้าดื่มกาแฟ ดำแบบไม่ใส่น้ำตาลและครีมเทียม จะทำให้สุขภาพดี แต่อันนี้เป็นอีกหนึ่งความรู้ใหม่เกี่ยวกับกาแฟ ใครที่เคยบอกว่า ดื่มกาแฟ ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ เปลี่ยนความคิดบ้างอะไรบ้างก็น่าจะดี 6 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาแฟ ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้ แต่รู้ไว้ได้เปรียบมากมาย

1.ใคร บอกว่า การดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ ส่งผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน ความคิดเหล่านี้จะเปลี่ยนไป เพียงคุณดื่ม กาแฟ วันละ 1-2 ถ้วย
2.ไม่ เชื่อใช่ป่ะ...ว่า กาแฟช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาจะช่วยเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาท ี่ต้องใช้เวลานาน เพราะฉะนั้น ดื่มกาแฟซิ
3.ดื่ม กาแฟน้อยๆ แต่ นานๆ หากคุณต้องการดื่มเพราะแก้ง่วง แทนที่จะดื่มมันทีเดียวหมดแก้ว เปลี่ยนใหม่เป็นในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล.) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย
4.ไม่ น่าเชื่อว่า ความมหัศจรรย์ของกาแฟ กลายเป็นว่าดีกว่าไวน์และชาสมุนไพร...เพราะเมล็ดกาแฟ มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพร และไวน์แดง ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่ม อื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อ นั้นก็ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ
5.เดี๋ยว จะหาว่า มีแต่ข้อดี เพราะฉะนั้นระวังไว้นิดก็ดี...องค์ประกอบหลักของกาแฟ คือ สารกาเฟอีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่มีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือเต้นผิดปกติในบางครั้ง และเพิ่มความดันโลหิต งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันใ นผู้ที่มียีนขจัดกาเฟอีนช้า ทำให้กาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดกาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็ จะไม่มีผล
6. สุดท้าย ดีแคฟ...ไม่ช่วยอะไร ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดกาเฟอีน อาจคิดว่าปลอดภัย แต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดกาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้า งแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลตัวร้ายได้ เพราะในกระบวนการสกัดกาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซ ึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย ดังนั้น การดื่มดีแคฟนอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้ว ยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย
ก็ อย่าลืมนะว่าถ้าคุณอยากดื่มให้ได้ประโยชน์ก็ต้องเลือกในปริมาณ และรสชาติที่เหมาะสม และพอดี แล้วคุณจะมีความสุขกับกาแฟแก้วโปรดไปอีกนานๆ
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกาแฟ
* กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลก โดยมีการบริโภคถึง 4 แสนล้านถ้วยต่อป
* กาแฟเป็นสินค้า Commodity ที่ซื้อขายกันทั่วโลกโดยรองลงมาจากน้ำมัน
* ผลผลิตของเมล็ดกาแฟที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละฤดูมีเพียง 20% เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง
* ผล เชอรี่สดจากต้นกาแฟพันธุ์อราบิก้าจำนวน 4,400 ผล สามารถคั่วกาแฟได้เพียง 1 กิโลกรัม โดยทุกเมล็ดเก็บเกี่ยวด้วยมือ แต่เนื่องด้วยผลเชอรี่ 1 ผลจะมีเมล็ดกาแฟ 2 เมล็ด ดังนั้นเมล็ดกาแฟอราบิก้าจำนวน 8,800 เมล็ด จึงสามารถคั่วกาแฟได้ 1 กิโลกรัมเช่นกัน
* โดย ปกติแล้ว กระสอบบรรจุกาแฟจะทำมาจากป่าน และจะมีน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัมเมื่อบรรจุกาแฟดิบเต็มกระสอบ ซึ่งสามารถบรรจุกาแฟดิบ ได้มากกว่า 600,000 เมล็ด
* ในช่วงปลาย ค.ศ. 1800 ผู้คนนิยมคั่วกาแฟเองที่บ้าน โดยใช้ที่อบเมล็ดข้าวโพด และ กะทะตั้งบนเตา
* ใน ค.ศ. 1809 นาง เมลิตตา เบทซ์ นำกระดาษสมุดโน้ตของลูกชายเธอมากรองกาแฟ และนั่นคือการคิดค้นเครื่องทำกาแฟระบบน้ำหยดเป็นครั้งแรกของโลก
* ถุงสูญญากาศได้ถูกคิดค้นขึ้นใน ค.ศ. 1898 เพื่อยืดอายุของกาแฟที่คั่วแล้ว ไม่ใช่ทำให้กาแฟสด
* มีการนำมะนาวมาผสมในกาแฟเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว
* การดมกลิ่นกาแฟเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินคุณภาพของกาแฟ
* กลิ่นกาแฟ รวมไปถึง เบียร์และเนยถั่ว ได้ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในสิบกลิ่น ที่มีเอกลักษณ์มากที่สุด
* ส่วนหนึ่งของความนิยมใน กาแฟ ได้มาจากการที่กาแฟสามารถผสมกับส่วนผสมรสชาติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
* ชนเผ่าโนมาดิกเก็บรักษาถนอมผลเชอรี่ จาก ต้นกาแฟเพื่อการขนส่งในระยะทางไกล
* ต้น กาแฟเป็นต้นไม้ที่มีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปีและมีความสูงประมาณ 15 ฟุตขึ้นไป แต่โดยปกติแล้วต้นกาแฟจะถูกตัดแต่งกิ่งให้สูงเพียงประมาณ 8 ฟุตเท่านั้น เพื่อง่ายต่อการเก็บผลิตผล
* ต้น กาแฟจะส่งกลิ่นหอมมาก กลิ่นของดอกกาแฟจะคล้ายกับกลิ่นของดอกมะลิผสมกับส้ม ผลเชอรี่จากต้นกาแฟนั้นหากโตเต็มที่จะมีขนาดเท่ากับผลแคนเบอรี่
* เมล็ด กาแฟมีคุณสมบัติคล้าย กับ องุ่นที่ใช้ผลิตไวน์ตรงที่ผลผลิตที่ได้ขึ้น อยู่กับอุณหภูมิ สภาพดิน สภาพความกดอากาศ สภาวะฝน และ ระดับของความสุกงอมในตอนเก็บเกี่ยว
* กว่า 45 ประเทศทั่วโลกปลูกกาแฟเพื่อการพาณิชย์
* เมล็ด กาแฟดิบจะถูกเก็บไว้เป็นปีๆ ก่อนที่จะนำไปคั่ว โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเมล็ดกาแฟบางชนิดจะมีคุณภาพดีขึ้นได้ตามระยะเวลาและ การเก็บที่ถูกวิธี
* ใน ราว ค.ศ. 1885 กรรมวิธีในการคั่วกาแฟโดยใช้แก๊สธรรมชาติ และใช้อากาศร้อนเป็นตัวกลางในการคั่วได้ถูกพัฒนาขึ้น จนในปัจจุบัน วิธีนี้ยังคงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการคั่วเมล็ดกาแฟ
* กาแฟส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ทั่วไปนั้น จะเป็นกาแฟ ที่ใช้เมล็ดกาแฟหลายพันธุ์ผสมกัน
* โดย ทั่วไป กาแฟจะคั่วที่อุณหภูมิระหว่าง 205 °C ถึง 220 °C ยิ่งคั่วนานเท่าไหร่จะยิ่งได้รสชาติขมมากขึ้น โดยปกติแล้วจะใช้เวลาในการคั่วประมาณ 10-20 นาที
* หลัง จากผ่านกรรมวิธีการคั่วแล้ว และเมื่อเมล็ดกาแฟเริ่มเย็นลง เมล็ดกาแฟจะปล่อยสารเคมีต่างๆ ประมาณ 700 ชนิดออกมา สารเหล่านั้นจะทำให้เกิดกลิ่นไอหอมเกิดขึ้น
* เมล็ดกาแฟที่คั่วนานเกินไป จะทำให้ ติดไฟได้ง่ายระหว่างกรรมวิธีการคั่ว
* หลังจากผ่านกระบวนการการแยกสาร คาเฟอีน ออกจากกาแฟ บริษัทที่ทำการคัดแยกสารจะขายสาร คาเฟอีน ต่อให้กับบริษัทผลิตยาต่าง
* กลิ่น และรสชาติต่างๆ จะถูกนำมาใส่ในเมล็ดกาแฟหลังจากการคั่ว และปล่อยให้เย็นตัวลงจนอุณหภูมิประมาณ 100 องศา จากนั้นก็นำรสชาติที่ต้องการผสมลงไปขณะที่เมล็ดกาแฟกำลังอยู่ในสภาพที่ดูด ซึมได้ง่าย
* จากการศึกษา พบว่า ร่างการมนุษย์สามารถดูดซึม คาเฟอีน ได้เพียง 300 มิลลิกรัม ปริมาณที่เกินจากนั้นจะถูกขับออกมาและจะไม่มีผลใดๆ ต่อร่างกาย โดยร่างกายจะเผาผลาญ 20% ของ คาเฟอีน ในทุกๆ 1 ชั่วโมง
* เมล็ด กาแฟที่คั่วเสร็จแล้วจะสูญเสียกลิ่นและรสทีละน้อยภายใน 2 อาทิตย์ ส่วนกาแฟบดจะสูญเสียกลิ่นและรสภายใน 1 ชั่วโมง กาแฟร้อนที่ชงแล้วและเอสเปรสโซ จะสูญเสียกลิ่นและรสภายในเวลาเพียงนาทีเท่านั้น
* กลิ่นและรสที่สกัดมาจากผลไม้ทุกชนิดจะเข้ากันได้ดีกับกาแฟ
* กลิ่นครีม ไอริช และ ฮาเซลนัท เป็นกลิ่นที่ผสมกับกาแฟชนิดเม็ดที่เป็นที่นิยมมากที่สุด
* จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย ฮาร์วาด จากคน 20,000 คน พบว่านักดื่มกาแฟทั่วไปจะมีอาการหอบหืดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มถึง 1 ใน 3