posted10/05/10
ViVi The Coffee Place
อยู่ตรงข้ามโรงเรียนตั้งตรงจิตรพาณิชยการ

เดินมาสุดซอยก็จะเจอร้านเลยง๊าบ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

นี่ไง มองเห็นพระปรางค์วัดอรุณอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง

เปิดประตูเข้าไปในร้านเลย

ขอนั่งข้างในห้องแอร์แล้วกันง๊าบ มันร้อนจริงอากาศวันนี้

ว่าแล้วก็อย่ารอช้าสั่งน้ำมาคลายร้อนกันเลย ด้วย “น้ำมะม่วง ปั่น” แก้วนี้

ตามด้วยเค้กสักชิ้น “Blueberry Cheesecake”

ชื่นใจ หายร้อน แต่น้ำมะม่วงคงไม่ได้ใช้มะม่วงแท้แน่เลย

และนี่ “Caramel Latte”

เอารส strawberry 1 scoop แล้วกัน

ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php
posted10/05/10

- กาแฟ เป็นสินค้าสากลที่ทั่วโลกรู้จักกันดี และมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับสอง ของโลก ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจกับ “กาแฟ” กันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น สายพันธ์, การคั่ว, หรือการชงกาแฟ มีอยู่ 2 สายพันธ์ที่นิยมปลูก และเป็นที่นิยมในหมู่นักดื่มกาแฟทั่งหลาย
* กาแฟอาราบิก้า หรือบราซิลเลียน (Coffea arabica) บราซิล เป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟพันธ์นี้มากที่สุดในโลก
* กาแฟโรบัสตา (Coffea canephora) เวียตนาม เป็นผู้ผลิตเมล็ดกาแฟโรบัสตารายใหญ่ของโลก

ทำร้านกาแฟสดอย่างไร ให้ประสบผลสำเร็จ มีกฎดังนี้
* ขั้นแรกคุณต้อง เข้าใจในตัวสินค้า หรือในกาแฟเสียก่อน ไม่ไช่ทำตามกระแส หรือทำตามค่านิยม คุณต้องดูตลาดให้ออก ว่าคุณจะแข่งกับร้านอื่นอย่างไร ในเมื่อกาแฟก็เหมือนๆ กัน ยกตัวอย่าง คุณอาจจะใช้รสชาติ, หรือความแปลกใหม่ในการนำเสนอ โดยให้ข้อมูของกาแฟที่คุณค้นคว้าหรือศึกษามาให้เป็นประโยชน์แก่ลูกค้าก็ได้
ทำเลการค้า เรื่องนี้คุณต้องคิดก่อนลงมือ เพราะการทำร้านกาแฟไม่เหมือนการทำร้านอาหารทั่วไป เพราะการดื่มกาแฟ มันเป็นศิลปะ มีคนเคยบอกว่า “ศิลปะ การดื่มกาแฟ มันอยู่ที่ กลิ่น, รส, และบรรยากาศ ถ้าขาดบรรยากาศดีๆ ดื่มกาแฟอะไรก็ไม่อร่อย ไม่ดื่มเสียดีกว่า” ดังนี้ทำเลร้านกาแฟ อยู่ที่บรรยากาศดีๆ
* สิ่งสุดท้ายที่สำคัญ คือ อย่าหยุดนิ่ง คุณต้องมีรสชาติที่แปลกใหม่ หรือนำกาแฟมาทำเป็นไอศครีม หรือถ้วยกาแฟที่ไม่เหมือนใคร หรืออาจจะนำเม็ดกาแฟที่คั่วแล้วมาทำเป็นของเก๋ๆ แจกให้ผู้ที่มาดื่ม หรืออะไรประมาณนี้ เพื่อให้ชื่อเสียงของร้านเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น
เอสเพรสโซ (Espressso)
* คือ กาแฟที่ได้จาก การนำกาแฟที่คั่วแล้วมาบด และอัดฉีดน้ำร้อนจัดผ่านกาแฟบด แล้วจะได้น้ำกาแฟเข้มข้นไม่ผสมอย่างอื่น กาแฟเอสเพรสโซสามารถจึงถือว่า เป็นกาแฟที่เหมาะกับคอกาแฟแท้ๆ
คาปูชิโน (Cappuccino)
* คือ การนำเอากาแฟเอสเพรสโซ มาผสมกับนมในปริมาณที่เท่ากัน แล้วเติมผงช็อกโกแลตลงไป คุณก็จะได้ “คาปูชิโน”
ลาเต (Latte)
* คือ การนำเอา คาปูชิโน มาเติมนมเพิ่มลงไปอีก แล้วใส่น้ำตาลเพิ่มรสชาติด้วย และยังมีการใช้นมร้อนในการวาดลวดลายบนผิวหน้าของกาแฟ ซึ่งเรียกว่า “ศิลปะลาเต”
Amaretto Coffee
* คือ การนำกาแฟมาผสมกับ เหล้า Amaretto
Irish Coffee
* คือ เป็นกาแฟที่ผสม น้ำตาลทรายแดง และเหล้า Irish Whisky
Mocha Cooffee
* คือ การน้ำช็อกโกแลตไปทำให้เป็นน้ำเชื่อม แล้วผสมลงไปในกาแฟ
ที่มา : http://workdeena.blogspot.com/2009/09/coffee
posted07/05/10


เมื่อนึกถึงประเทศอิตาลีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เรานึกถึง คือ กลิ่นของกาแฟอันหอมกรุ่น Café Momus เป็นร้านกาแฟสไตล์อิตาเลี่ยน ที่คัดเลือกวัตถุดิบและเครื่องมือชั้นดีในการทำกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง
ทำกาแฟที่มีมาตรฐาน เมล็ดกาแฟที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว นอกจากกาแฟแล้ว เรายังมีเครื่องดื่ม และขนมต่าง ๆ ให้เลือกรับประทานอีกมากมาย ไม่ว่าเป็น เค้ก พาย บราวนี่ เป็นต้น
 |
|
|
ร้านค้าทั่วไป :
เปิดให้บริการในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (Long Weekend)
วันศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น.
วันเสาร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น.
วันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-18.00 น.
(ถ้าวันจันทร์เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์
จะปิดให้บริการเวลา 21.00 น.)
วันหยุดนักขัตฤกษ์
ติดกับวันศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-21.00 น
ติดกับวันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 09.00-18.00 น.
ร้านอาหาร :
วันศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 18.00-21.00 น.
วันเสาร์ เปิดให้บริการเวลา
มื้อกลางวัน เวลา 11.00-14.00 น.
มื้อค่ำ เวลา 18.00-21.00 น.
วันอาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 11.00-14.00 น. |
|
posted07/05/10
ที่มาทางวิชาการ ความรู้เรื่องกาแฟ รวบรวม-ประมวลจากการฝึกอบรม-ศึกษาดูงาน
จากสถาบันการเกษตรฯ ๐ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มช. ๐ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงฯเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร ๐โครงการหลวงฯภาคเหนือ ขอได้รับความขอบพระคุณ จากเชียงใหม่กาแฟ และ สมาชิกกลุ่มอราบิก้าไทย
ต้นกำเนิดของกาแฟอราบิก้านำมาจากประเทศอาระเบียหรือเอธิโอเปีย ปัจจุบันจังหวัดภาคเหนือ
ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น และยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2529
โดยโครงการหลวงฯศูนย์วิจัยเกษตรที่สูง มช.และ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ พื้นที่การส่งเสริม
ปลูกบนภูเขาสูงในเขตอำเภอแม่แตง เชียงดาว ดอยสะเก็ด จอมทอง และ บางเขตอำเภอของจังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน และ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ปัจจุบันผลผลิตกาแฟอราบิก้า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่ส่งออกเพียงเล็กน้อย
ส่วนใหญ่ขายภายในประเทศเกษตรกรจะขายผลิตผลให้กับ โครงการหลวงที่รับซื้อราคาประกันส่งเสริม
รายได้ให้เกษตรกร และ พ่อค้าคนกลางที่รวบรวมกาแฟ อันเป็น กาแฟที่รับชื้อจะเป็นกาแฟกะลาที่แกะเปลือกตากแห้งแล้ว ต้องนำมาเข้าเครื่องสีแยกคัดเกรด ขนาดอบแห้งให้ได้มาตรฐานความชื้น
ที่กำหนดเป็นสารกาแฟอราบิก้า บรรจุถุงส่งจำหน่ายให้กับบริษัทที่รับซื้อต่อไป
 |
 |
กาแฟอราบิก้าเป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่เกษตรกรในเชียงใหม่ และ จังหวัดในภาคเหนือฯนิยมปลูก
กาแฟเป็นพืชเมืองหนาวที่เจริญได้ดีในเขตร้อน ในพื้นที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ราว 1,000
เมตร ให้ผลผลิตเร็วผลผลิตเก็บได้นาน ดอกกาแฟเป็นสีขาวและหอมเหมือนดอกมะลิ เมื่อเริ่มติดผล
ผลมีสีเขียวเปลี่ยนเป็นเหลือง แล้วส้ม แดง..จนสุกจัดเป็นสี่แดงคล้ำจึงเก็บผลได้ใช้เวลาติดลูก 8-9
เดือน ผลผลิตจากเมล็ดกาแฟอราบิก้าแม้จะมาจากพันธุ์เดียวกันต้นกล้าจากแหล่งเดียวกันเมื่อนำไปปลูก
แต่ละพื้นที่รสชาติและกลิ่นหอมไม่เหมือนกัน ผู้จัดซื้อเมล็ดที่ชำนาญจะรู้ว่าแหล่งผลิตใดเป็นกาแฟดี…
พันธุ์กาแฟอราบิก้าที่ดี เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคราสนิมผลผลิตมีคุณภาพสูงมีลักษณะต้นเตี้ย ข้อสั้น
ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ เป็นพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกโดยกรมวิชาการเกษตร คือ สายพันธุ์คาติมอร์
โดยทำการศึกษาทดลองจากศูนย์ฯของ กรมวิชากาเกษตรในภาคเหนือคือ..
๐ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงฯขุนวาง จ.เชียงใหม่ ๐ สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี อ. แม่สรวย จ.เชียงราย
๐ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จ.ตาก ๐ สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
๐ ไร่ทดลองศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง มช.ช่างเคี่ยน ๐ ไร่ทดลองโครงการหลวงแม่หลอด อ.แม่แตง
๐ ไร่ทดลองบ้านหนองหอย อ.แม่ริม ๐ ไร่ทดลองบ้านเทพฯเสด็จฯ อ.ดอยสะเก็ด ฯลฯ
การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง ได้รับความรู้และชาวไร่ต้องผ่านการฝึกอบรมปฏิบัติ มาจนสามารถจัดการต่อผลผลิต ที่ออกมาสู่ตลาดด้วยมาตรฐานได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด
กาแฟอราบิก้าในภาคเหนือไทย จะสุกจนเมล็ดแดงเข้มราวเดือนธันวา-มกราคม โดยชาวไร่ต้องเก็บด้วยมือจากไร่เลือกเฉพาะเมล็ดแดงจัดที่สุกเท่านั้น นำมาแปรรูปด้วยวิธีการหมัก-ตากแห้ง ที่ให้คุณภาพดีสำหรับกาแฟอราบิก้า ควรมีวิธีการแปรรูปดังต่อไปนี้
การทำสารกาแฟโดยวิธีเปียก (Wet Method or Wash Method)
เป็นวิธีการที่นิยมกันแพร่หลาย เพราะจะได้สารกาแฟที่มีคุณภาพกาแฟอราบิก้า รสชาติดีกว่า ราคาสูงกว่าวิธีตากแห้ง (Dry method) โดยมีขั้นตอนในการดำเนิน การมีขั้นตอน ดังนี้
 |
 |

สีเมล็ดดิบ การหมัก-ล้างเหมือก และ ตากแดด |
การปอกเปลือก (Pulping)
โดยการนำผลกาแฟสุกที่เก็บได้มาทำการปอกเปลือกนอกทันทีโดยเครื่องปอกเปลือก โดยใช้น้ำสะอาดขณะที่เครื่องทำงาน ไม่ควรเก็บผลกาแฟไว้นานหลังการเก็บเกี่ยว เพราะผลกาแฟเหล่านี้จะเกิดการหมัก (fermentation) ขึ้นมาจะทำให้คุณภาพของสารกาแฟ มีรสชาติเสียไป
ดังนั้นหลังปอกเปลือกแล้ว จึงต้องนำไปขจัดเมือก
การกำจัดเมือก (demucilaging)
เมล็ดกาแฟที่ปอกเปลือกนอกออกแล้ว จะมีเมือก (mucilage) ห่อหุ้มเมล็ดอยู่ซึ่งจะต้องกำจัดออกไป ซึ่งมีวิธีการอยู่ 3 วิธีคือ
การกำจัดเมือกโดยวิธีการหมักตามธรรมชาติ (Natural Fermentation) เป็นวิธีการที่ปฏิบัติดั้งเดิม
โดยนำเมล็ดกาแฟที่ปอกเปลือกออกแล้วมาแช่ในบ่อซีเมนต์ ขนาด 3×1.5×1.2 เมตร มีรูระบายน้ำออก
ด้านล่าง ใส่เมล็ดกาแฟประมาณ 3/4 ของบ่อ แล้วใส่น้ำให้ท่วมสูงกว่ากาแฟ แล้วคลุมบ่อด้วยผ้าหรือพลาสติกปิดปากบ่อซีเมนต์ ทิ้งไว้ 24 – 48 ชั่วโมง ในกรณีที่อุณหภูมิต่ำอากาศหนาวเย็น การหมัก
อาจจะใช้เวลา 48 – 72 ชั่วโมง)
จากนั้นปล่อยน้ำทิ้งแล้วนำเมล็ดมาล้างน้ำให้สะอาด นำเมล็ดมาขัดอีกครั้งในตระกล้าที่ตาถี่
ที่มีปากตะกร้ากว้างก้นไม่ลึกมาก เมื่อขัดแล้วเมล็ดกาแฟจะไม่ลื่นแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
ก่อนที่จะนำไปตาก
การตากหรือการทำแห้ง (Drying)
หลังจากเมล็ดกาแฟผ่านการล้างทำความสะอาดแล้ว นำเมล็ดกาแฟมาเทลงบนลานตากที่ทำความสะอาดแล้ว หรือเทลงบนตาข่ายพลาสติกบนแคร่ไม้ไผ่ เกลี่ยเมล็ดกาแฟกระจายสม่ำเสมอไม่ควรหนาเกิน 4 นิ้ว ควรที่จะทำการเกลี่ยเมล็ดกาแฟวันละ 2 – 4 ครั้ง จะทำให้เมล็ดแห้งเร็วขึ้น และเวลากลางคืนควรกองเมล็ดเป็นกอง ๆ และใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันน้ำฝนหรือน้ำค้าง ใช้เวลาตากประมาณ 7 -10 วัน เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 13 %
เมล็ดกาแฟสุกแดง เข้าเครื่องขยี้เปลือกออกแล้ว นำไปตากจนแห้งก็จะได้กาแฟกะลา เก็บบรรจุไว้จำหน่าย
การบรรจุ (Packing)
เมล็ดกาแฟที่ได้ควรเก็บไว้ในรูปของกาแฟกะลา (Parchment Coffee) เพราะจะสามารถรักษาเนื้อกาแฟและป้องกันความชื้นกาแฟได้ดี ควรบรรจุในกระสอบป่านใหม่ ในปัจจุบันจะบรรจุกระสอบพลาสติ๊กตาข่ายโปร่ง ระบายอากาศได้ดี และ เก็บในโรงเก็บที่มีอากาศถ่ายเท ได้สะดวก ไม่อับชื้น หรือมีกลิ่นเหม็น กาแฟที่จะนำไปแปรนรูปควรเก็บใว้ไม่น้อยกว่า 6-12 เดือน
กาแฟกะลาจะเก็บไว้ได้นานนับปี และก่อนที่จะนำไปใช้ ก็เอาออก
มาผึ่งแดดอีกครั้ง เพื่อนำไปเข้าเครื่องสีกาแฟกะลา ให้ออกมาเป็นสารกาแฟ
การสีกาแฟกะลา (Hulling]
กาแฟกะลาที่จะนำไปจำหน่ายควรจะทำการสีเพื่อเอากะลาออกด้วยเครื่องสีกะลา จะได้สารกาแฟ (Green Coffee) ที่มีลักษณะผิวสีเขียวอมฟ้า
สารกาแฟ (Green coffee) ที่ผ่านเครื่องสี
เอากะลาออกแล้ว จึงนำมาคัดขนาดเพื่อแบ่งเกรด โดย ใช้ตะแกรงร่อนขนาดรู 5.5 มิลลิเมตร เพื่อแยกสารกาแฟที่สมบูรณ์ จากสารกาแฟที่แตกหักรวม ถึงสิ่งเจือปน เมล็ดกาแฟที่มีสีดำ (black bean) ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางประเภท การคัดปัจจุบันยังใช้แรงงานคนด้วยการคัดมือ เอาเมล็ดเสีย เมล็ดอ่อน-หัก ทิ้งอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปแปรรูปต่อ เป็นกาแฟคั่ว
เกรด 1
ขนาดของเมล็ดตั้งแต่ 6.1มิลลิเมตรขึ้นไป สีเขียวอมฟ้า
มีเมล็ดไม่สมบูรณ์ หรือเมล็ดขนาดเล็กกว่า 6.1มิลลิเมตร
ไม่เกินร้อยละ 13 (มาตรฐานใหม่ปี 49)
เกรด 2
ขนาดของเมล็ดตั้งแต่ 5.5 มิลลิเมตรขึ้นไป สีเขียวอมฟ้า
มีเมล็ดไม่สมบูรณ์ หรือเมล็ดขนาดเล็กกว่า 5.5 มิลลิเมตร
ไม่เกินร้อยละ 13 เมล็ดแตกเสีย มีเมล็ดที่เป็นเชื้อราหรือมีสีผิดปกติ ไม่เกินร้อยละ 1.5
ความชื้นไม่เกินร้อยละ 12.5%
เกรด 3
ลักษณะเมล็ดแตกหัก หรือเมล็ดกลมเล็ก ๆ (Peaberries)
ที่สามารถลอดผ่าน ตะแกงเบอร์ 12.5 (5.5 มิลลิเมตร)
- มีสีเขียวอมฟ้า สิ่งเจือปนไม่เกิน 0.5 %
- ความชื้นไม่เกิน 13 %